ผู้เขียน หัวข้อ: สัตววัตถุ เเมงมุม  (อ่าน 2 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ธันวาคม 07, 2017, 01:58:20 PM
  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 78
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด


แมงมุม
แมงมุมเป็นชื่อเรียกสัตว์พวกแมงหลายแบบในวงศ์ ทุกชนิดจัดอยู่ในอันดับ  Araneae  มีชื่อสามัญว่า spider รับประทานสัตว์เป็นของกิน มีขนาดนาๆประการตามแต่ชนิด  พวกที่คราวขนาดเล็กอาจมีลำตัวยาวเพียง ๐.๗  เซนติเมตร ส่วนพวกที่มีขนาดใหญ่อาจมีลำตัวยาวถึง ๙ เซนติเมตร พวกที่เจอตามบ้านเรือนและก่อความเลอะเทอะรกมักเป็นแมงมุมที่อยู่สกุล Pholcus หลากหลายประเภท (ตระกูล  pholcidae )
แมงกับแมลง
ในทางวิชากีฏวิทยา คำ “แมง” กับ “แมลง” มีความหมายต่างกัน แล้วก็มักเรียกงงกัน คำ “แมง”ใช้เรียกชื่อสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังหลากหลายประเภท ซึ่งเมื่อเจริญเติบโตเต็มกำลังแล้ว  ลำตัวแบ่งออกได้เป็น ๒ ส่วนหมายถึงส่วนหัวกับอกรวมเป็นส่วนเดียวกันส่วนหนึ่ง กับส่วนท้องอีกส่วนหนึ่ง มีขา ๘  หรือ ๑๐ ขา ไม่มีหนวด ไม่มีปีก อาทิเช่น แมงมุม  แมงป่อง แมงดาทะเล ส่วนคำ “แมลง” ใช้เรียกชื่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหลายประเภท ซึ่งเมื่อเจริญวัยเต็มที่แล้ว  ลำตัวแบ่งออกได้เป็น ๓ ส่วนอย่างเห็นได้ชัด คือ ท่อนหัว ส่วนอก แล้วก็ส่วนท้อง  มีขา ๖ ขา เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังเพียงพวกเดียวที่มีปีก อาจมีปีก ๑ หรือ ๒ คู่  หรือไม่มีปีกเลยก็ได้ เป็นสัตว์ที่มีมากประเภทที่สุดในโลก ยกตัวอย่างเช่น แมลงสาบ แมลงวัน
ชีววิทยาของแมงมุม
แมงมุมมีลำตัวแบ่งได้  ๒  ส่วน  ท่อนหัวกับส่วนอกติดกันเป็นส่วนเดียวคลุมด้วยแผ่นแข็งข้างหลังและด้านล่าง มีตาเล็กๆข้างละหลายตา ลางจำพวกอาจมีได้ถึง  ๘  ตา อยู่ใกล้ๆกัน  (เว้นเสียแต่แมงมุมลางชนิดที่ไม่มีตา ซึ่งมักเป็นแมงมุมที่อาศัยอยู่ในที่มืด ตัวอย่างเช่นในถ้ำ)  ที่ปากมีเขี้ยวเป็นอวัยวะคู่  มีรูปร่างเหมือนปากคีบหรือคีมหนีบใช้หนีบ  จับ  หรือยึดเหยื่อเป็นอาหารได้  มีบ้องฐานปล้องเดียว ส่วนปลายอาจมีรูปล่อยพิษซึ่งเชื่อมต่อถึงต่อมพิษที่ฐานปาก  นอกจากที่ปากยังมีอวัยวะคู่รูปทรงคล้ายขา แต่ว่าสั้นกว่าและก็มักแบนกว่า (มักเจริญก้าวหน้าดีและก็เห็นได้ชัดในเพศผู้ที่ยังไม่โตเต็มกำลังแล้วก็ในตัวเมีย) แมงมุมไม่มีหนวด  มีขา ๔ คู่  ที่ขามักมีองค์ประกอบพิเศษให้ใช้ถักใยได้ ตัวอย่างเช่น มีแผ่นแบนอยู่ระหว่างง่ามเล็บ ส่วนท้องบางทีอาจกลมหรือยาวสุดแท้แต่ประเภทของแมงมุมที่ปลายมีท่อเป็นรูเปิดสำหรับปล่อยใยได้  รอบๆข้างล่างของส่วนท้องปล้องที่  ๒  และ ๓ มีอวัยวะทำหน้าที่เป็นจมูกสำหรับหายใจ ซึ่งมักเป็นช่อง ภายในมีแผ่นบางๆเรียงซ้อนกันเหมือนกระดาษหนังสือ แมงมุมส่วนใหญ่ที่คนประเทศไทยมองเห็นนั้น  มักเป็นจำพวกถักใยขัดขวางผ่านของสัตว์เพื่อจับรับประทานเป็นของกิน เมื่อมีสัตว์มาติดใยและก็ดิ้นรน  แรงสะเทือนจะไปถึงตัวแมงมุมเจ้าของรัง แมงมุมซึ่งมีสายตาไม่ดีก็จะติดตามแนวทางของแรงสั่นสะเทือนนั้นเข้าหาเหยื่อ กัดเหยื่อ และก็ปล่อยน้ำพิษทำให้เหยื่อสลบ  ก่อนจะรับประทานเป็นของกิน
แมงมุมในประเทศไทย
แมงมุมที่พบในประเทศไทยมีมาก  จัดอยู่ในหลายวงศ์  แต่ว่าทุกตระกูลจัดอยู่ในอันดับเดียวกัน หมายถึง Araneae  จำพวกที่พบในประเทศไทยนั้น  ส่วนมากไม่มีพิษร้ายถึงกับกัดคนให้ปวดหรือตายได้  ดังเช่น
๑.แมงใย หรือ ตัวหยากไย่  เป็นแมงมุมที่เจอตามบ้านเรือนและก็ถักใยกระทั่งดูเลอะเทอะและก็รุงรัง  มักเป็นพวกที่จัดอยู่ในสกุล  Pholcus หลายแบบ (วงศ์ Pholcidae )  แมงมุมเหล่านี้มักมีลำตัวสีน้ำตาลหรือสีเทาทึบ ข้างหลังท้องสีมักเข้ม ลางจำพวกมีลาย จำนวนมากมีลำตัวยาว ๔-๕  มม. ขายาวกว่าลำตัวมาก เป็นยาวราว ๕-๖ เซนติเมตร  ทำให้ดูเกะกะรวมทั้งบอบบาง  ก็เลยมีชื่อสามัญว่า  daddy  long-leg  spider  ชาวไทยลางถิ่น เรียก แมงมุมเถ้า เนื่องจากว่าถักใยทำให้รกรุงรังแล้วก็มีฝุ่นละอองหรือเถ้ามาติด ใยแมงมุมที่แมงมุมเหล่านี้ถักทอไว้ในบ้าน  โดยยิ่งไปกว่านั้นในห้องครัว  หรือที่อยู่ใกล้เตาไฟ ซึ่งมีเขม่าไฟหรือเถ้าติดอยู่ร่วมกัน หมอโบราณใช้เป็นเครื่องยา เรียก หญ้ายองไฟ
๒.แมงมุมทำหลาว เป็นแมงมุม พวกที่ถักใยนอกบ้าน  พบได้ทั่วไปตามแปลงพืชหรือตามเรือกสวนไร่นา  เป็นแมงมุมที่จัดอยู่ในสกุล  Tetragnatha  หลายชนิด  (ตระกูล Tetragnathidae ) ซึ่งราษฎรเรียก แมงมุมทำหลาว  ด้วยเหตุว่าเมื่อตระหนกตกใจ  แมงมุมพวกนี้จะวิ่งไปหลบอยู่หลังใบไม้  ยื่นขา ๒ คู่แรกไปข้างหน้า ขาคู่ที่ ๔ ยื่นไปด้านหลังอยู่ในระดับเดียวกับลำตัว ขาคู่ที่ ๓ ใช้ยึดเกาะยืนตั้งฉากกับลำตัว มองเหมือนคนที่จัดเตรียมพุ่งแหลนลงน้ำ แมงมุมพวกนี้ดักจับเพลี้ยจักจั่นรับประทานเป็นอาหาร จัดเป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อเกษตรกร
๓.แมงมุมก๋า หรือ ตัวก๋า มีชื่อวิทยาศาสตร์  Heteropodae  venatoria  (Linnaeus ) จัดอยู่ในสกุล Sparassidae  มีชื่อสามัญว่า  banana  spider ( เพราะเหตุว่าพบได้ทั่วไปแมงมุมก๋านี้ในโกดังเก็บกล้วย ) เป็นแมงมุมขาดกลาง ตัวผู้ลำตัวยาว ๑.๕-๒  ซม.  ตัวเมียมีลำตัวยาว  ๒.๕-๓ ซม. ขายาว ๕-๖ เซนติเมตร หัวกระทรวงอุตสาหกรรมขา แล้วก็ท้องสีน้ำตาล  ตาสีคล้ำ  ที่ข้างหลังอกมีแถบสีดำหนาพิงตามขวางด้านหน้า และแถบเป็นง่ามเหมือนรูปตัววี (V) ด้านปลายอีก ๑ แถบที่สันหลังท้องมีเส้นสีน้ำตาลแก่พาดมาถึงตรงกลาง  อาจเจอจุดสีน้ำตาลแก่เป็นลายข้างๆ ข้างละ ๔-๕ จุด  มีขนสีน้ำตาลอ่อนบริเวณหน้าแล้วก็ขา  ทำให้มองน่าสยดสยอง แมงมุมประเภทนี้ไม่ถักใย  ออกหากินโดยการจับเหยื่อโดยตรง  พบอาศัยอยู่ตามบ้านช่องหรือตามคลังสินค้า เป็นแมงมุมที่มีประโยชน์  เพราะถูกใจกินแมลงสาบ
๔.แมงมุมมดแดง  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Myrmarachne  formicaria  Linnaeus  จัดอยู่ในวงศ์  Salticidae เป็นแมงมุมชนิดที่มีรูปร่างเลียนแบบสัตว์อื่น  พบได้ทั่วไปรวมทั้งมีชุกตามจังหวัดริมทะเล  ดังเช่น  จังหวัดชลบุรีหรือจังหวัดระยอง มีรูปร่าง   ขนาด  รวมทั้งสีสันใกล้เคียงกับมดแดง  แล้วก็ถูกใจอาศัยปนเปอยู่กับมดแดง แต่ว่าแตกต่างตรงที่เมื่อแมงมุมพวกนี้กระโจน  จะถักใยทิ้งตัวเพื่อย้ายที่ได้  เมื่อดูอย่างประณีตขมักเขม้น จะพบว่าจำนวนขาและลักษณะอื่นๆแตกต่างจากมดแดง

ผลดีทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ “หญ้ายองไฟ”และก็ “แมงมุมตายซาก” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้
๑.ต้นหญ้ายองไฟ  หมอแผนไทยรู้จักใช้ใยแมงมุมแมงมุมเหนือเตาไฟในครัวของบ้านไทยในบ้านนอกอดีตสมัย (เตาไฟใช้ฟืนใช้ถ่าน)  ใยแมงมุมแมงมุมที่มีเขม่าควัน เถ้าถ่าน  รวมทั้งฝุ่นเกาะอยู่ด้วยนี้ แพทย์โบราณเรียก  หญ้ายองไฟ  ลางตำราเรียกเป็น  หยากไย่ไฟ  หรือ  หยากไย่ไฟ  ก็มี  ใช้เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง
สมุนไพร แบบเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า  ต้นหญ้ายองไฟมีรสเค็ม  ขื่น  มีสรรพคุณแก้เลือด  ฟอกโลหิต  กระจายเลือดอันเป็นลิ่มเป็นก้อน  ขับเลือดประจำเดือน
หนังสือเรียนยาไทยหลายขนานเข้า “หญ้ายองไฟ”  เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง  ในที่นี้ขอยกตัวอย่างยา  ๒  ขนาน ขนานแรกเป็นยาแก้กษัยอันเกิดเพื่อโชธาตุชื่อ “สันตัปปัคคี” ซึ่งบันทึกเอาไว้ภายในพระหนังสือไกษย  ดังต่อไปนี้ ขนานหนึ่งเล่า  ถ้าหากมันให้จุกเสียดปวดขบเปนกำลัง  ให้เอาพริกเทศ  ๑๐๘  เม็ด  พริกล่อน  ๑๐๘  เม็ด  ผักกะซับเอาทั้งต้นรากใบลูกเอาสิ่งละ ๑ บาท  หญ้าไซห้อย  ๑  หญ้าไซแห้ง ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท  หญ้ายองไฟ  ๑  บาท  ไพลแห้ง  ๑  บาท  ตำเปนผง  ละลายน้ำเหล้าน้ำส้มซ่าน้ำขิงน้ำมะนาวน้ำกระเทียมก็ได้  เปลี่ยนแปลงให้ชอบโรคนั้นเหอะ อีกขนานหนึ่งเป็นยาขับโลหิตของสตรีซึ่งมีบันทึกไว้ใน  พระคัมภีร์มหาโชตรัต ดังนี้ อนึ่งเอาสหัศคุณเทศ ๑   แก่นแสมทเล  ๑  ต้นหญ้ายองไฟ  ๑  ขมิ้นอ้อย  ๑  บดละลายเหล้ากิน  ใหขับเลือดดีนักแล ตำรับยาลางขนาน  เจ้าของตำรับอาจเขียนตัวยาไว้เป็นปริศนาให้ตีความหมายกันเอาเอง  ได้แก่  ยาแก้บิดขนานหนึ่ง  เจ้าของยาให้ตำรับยาไว้ว่า “ลุกใต้ดิน  กินท่า  อยู่หลังคา  ขี้คารู  คู่อ้ายบ้า”  ซึ่งหมายถึง “รากเจตมูลเพลิงเเดง  ๑  ผักเป็ด ๑  หญ้ายองไฟ ๑  ขี้ยาฝิ่น  ๑  สุราเป็นน้ำกระสาย”
๒. แมงมุมตายซาก  แพทย์แผนไทยใช้แมงมุมที่ตายแล้วซากแห้งสนิท  ไม่เน่าและไม่ขึ้นรา  เป็นเครื่องยาในยาไทยโบราณหลายขนาน  เป็นต้นว่า  “ยานากพด”  ซึ่งมีบันทึกไว้ภายในพระตำราปฐมจินดาร์  ดังนี้ ยาชื่อนากพด  ท่านให้เอาใบหนาด  ๑  พริกไท  ๑  เบี้ยจั่นเผา  ๑  ขิง ๑  รังหมาร่าเผา  ๑  แมงมุมตายซาก  ๑  ลำพัน  ๑  รวมยา  ๗  สิ่งนี้เอาเท่าเทียมกัน  บดทำแท่งไว้  แก้ทรางทั้งมวล  แก้ละอองพระบาท  แก้ตะพั้น  ทั้งยังรับประทานทั้งชะโลมดีนัก
 

กระเป๋า
ข่าวดารา
ข่าวบันเทิง
   ข่าวมุสลิม
ข่าวอิสลาม
  บายาน
บะยาน
  ลงประกาศฟรี
รวมเว็บลงประกาศฟรี