ผู้เขียน หัวข้อ: เพกา มีสรรพคุณเเละประโยชน์อย่างไรบ้าง  (อ่าน 3 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

กรกฎาคม 12, 2018, 10:26:25 AM
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 31
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด


เพกา
ชื่อสมุนไพร เพกา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน ลิ้นฟ้า , หมากลิ้นฟ้า (วัวราช,เลย,ภาคอีสาน) , มะลิดไม้ , มะลิ้นไม้ , ลิดไม้ (ภาคเหนือ) ,เบโก (จังหวัดนราธิวาส,ภาคใต้) ,หมากลิ้นช้าง , หมากลิ้นก้าง (ไทยใหญ่) ,กาโดโด้ง(กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) , ดอก๊ะ ,ดุมึง ,ด๊อกก๊ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ,โชยเตี้ยจั้ง (จีน)
ชื่อสามัญ   Broken bone, Damocles tree, Indian trumpet flower, Indian trumpet tree
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Vent.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz
วงศ์             Bignoniaceae
ถิ่นเกิด เพกาเป็นพืชท้องถิ่นที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมของทวีปเอเชีย ซึ่งเจอในอินเดียแล้วก็เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นครั้งแรก ในปัจจุบันสามารเจอได้หลายประเทศ ดังเช่นว่า ประเทศอินเดีย ประเทศพม่า ไทย ลาว เขมร มาเลเซีย รวมทั้ง จีนตอนใต้ด้วย ซึ่งชอบพบเพกาตามป่าเบญจพรรณ รวมทั้งป่าชื้นทั่วไป ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถเจอเพกาได้ทุกภาคของประเทศ แม้กระนั้นสำหรับเพื่อการนำเพกามาทำเป็นอาหานั้น ดูเหมือนจะมีแต่คนประเทศไทยเท่านั้นที่เอามาบริโภค ส่วนประเทศอื่นๆนั้นไม่เจอข้อมูลในการเอามาบริโภคเป็นอาหารอะไร
ลักษณะทั่วไป   เพกาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกึ่งกลางและก็เป็นไม้ ครึ่งหนึ่งผลัดใบหรือเปล่าผลัดใบ สูง 5-12 เมตร ขนาดลำต้นประมาณ 10-30 ซม. เรือนยอดเล็ก กิ่งเปราะหักง่าย แตกกิ่งก้านน้อย ต้นที่มีอายุน้อยมีกิ่งใหญ่กึ่งกลางกิ่งเดียว เปลือกเรียบ มีใบเป็นกลุ่มตรงกลาง คล้ายกับต้นปาล์ม หลังจากมีดอก ลำต้นจะแยกเป็นกิ่งระเกะระกะ เปลือกต้น สีน้ำตาลครีมอ่อน หรือเทาอ่อน แตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยม รวมทั้งแผลของใบยาวถึง 150 ซม. เกิดจากใบที่ร่วงไปแล้ว ลำต้นแล้วก็แขนงมีรูระบายอากาศ กระจายอยู่ทั่วไป เปลือกลำต้นเรียบสีเทา มีรอยแผลเป็น จากการหลุดหล่นของใบ ใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น ปลายคี่ ใบขนาดใหญ่ ยาว 60-200 ซม. เรียงตรงข้ามกันอยู่บริเวณปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่ หรือรูปไข่ปนวงรี กว้าง 4-8 ซม. ยาว 6-12 ซม. ปลายยาว ขอบของใบเรียบ ฐานใบสอบแคบ ใบสะอาด หรือมีขนสีขาวสั้นๆข้างล่าง ท้องใบนวล ก้านใบข้างบนสุดแยกออก 1 ครั้ง ก้านใบกึ่งกลางแยก 2 ครั้ง แล้วก็ก้านใบด้านล่างแยก 3 ครั้ง ทำให้เห็นใบทั้งหมดเป็นรูปสามเหลี่ยม  ก้านใบย่อยยาว 5-8 มม. ก้านใบข้าง และก้านใบร่วมโค้งพองออกที่ฐานแล้วก็ที่ข้อ ก้านใบยาว 0.5-2 เมตร ดอกช่อขนาดใหญ่แบบกระจะ ออกที่ปลายยอดเป็นกระจุก มีดอกย่อย 20-35 ดอก จะบานพร้อมคราวละ 2-3 ดอก ก้านช่อดอกยาว 60-180 ซม. ยื่นออกมานอกทรงพุ่มของยอด ดอกย่อยขนาดใหญ่ 8-12 ซม. กลีบสีนวลปนเขียวโคนกลีบเป็นหลอดสีม่วงแดง หรือม่วงข้างนอก หลอดกลีบดอกยาว 2-4 เซนติเมตร รูปแตร กลีบหนา ขอบย่นย่อ ไม่มีพู หรือพูไม่เท่ากัน มีต่อมกระจายอยู่ภายนอก ข้างในมีขนหนาแน่น ดอกบานช่วงเวลาค่ำคืน มีกลิ่นสาบฉุน รวมทั้งร่วงเช้าตรู่ มักจะมีดอกและก็ผลในกิ่งเดียวกัน เกสรตัวผู้ 5 อัน ชิดกับหลอดดอก โคนก้านมีขน เกสรตัวเมียมี 1 อัน กลีบเลี้ยงยาว 2-4 ซม. มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นทรงกระบอก ปลายไม่แยกเป็นกลีบอย่างชัด เมื่อได้ผล กลีบเลี้ยงนี้จะเจริญเป็นเนื้อแข็งมากมาย ผลเป็นฝัก แบน โค้งนิดหน่อยที่ฐาน มีสันเล็กๆที่ข้างๆ เหมือนรูปลิ้น แขวนอยู่เหนือเรือนยอด กว้าง 6-10 ซม. ยาว 30-120 ซม. สีน้ำตาลเข้ม สีแดง ติดฝักยาก ฝักเป็นรูปกระบี่ เมื่อแก่จะแตกเป็น 2 ด้าน เม็ดแบนสีขาว  ขนาด 4-8 เซนติเมตร มีปีกบางโปร่งแสง เยื่อนี้ช่วยให้เมล็ดปลิวตามแรงลมให้ตกห่างต้นเพื่อแพร่พันธุ์ได้ไกลขึ้น
การขยายพันธุ์ เพกาสามารถแพร่พันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด  โดยเลือกเมล็ดจากฝักแก่ เปลือกฝักแห้ง มีสีดำ โดยให้เก็บฝักไว้สัก 2-3 เดือน ก่อนนำมาเพาะเมล็ด เนื่องจากหลังจากฝักแก่ เม็ดเพกาจะเข้าสู่ระยะพักตัวอยู่ช่วงหนึ่ง ถ้าเกิดนำเมล็ดมาเพาะในพักหลังฝักแก่มักมีอัตราการงอกต่ำ เพราะฉะนั้น จึงทิ้งฝักไว้สักระยะหนึ่งก่อน
การเพาะเม็ด ควรจะเพาะในถุงเพาะชำ เพื่อให้ย้ายต้นลงปลูกลงในแปลงได้สบาย โดยนำเมล็ดออกมาจากฝัก แล้วก็ผึ่งแดดสัก 2-3 วันก่อน จากนั้นค่อยนำมาเพาะ  สำหรับวัสดุเพาะ ควรใช้ดินผสมกับวัสดุอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยธรรมชาติ ปุ๋ยหมัก และก็แกลบดำ แต่ว่าแม้ไม่สะดวกให้ใช้เพียงปุ๋ยหมักอย่างเดียวก็ได้ โดยใช้อัตราส่วนดิน:ปุ๋ยธรรมชาติ:แกลบดำ ที่ 1:3:1 ก่อนบรรจุลงถุงเพาะชำ ต่อไป นำเมล็ดลงกลบ รวมทั้งรดน้ำให้ชุ่ม กับดูแลด้วยการรดน้ำบ่อยๆทุกวัน อย่างต่ำวันละ 1 ครั้ง จวบจนกระทั่งต้นจะแตกหน่อ และแตกใบได้ 2 ข้อ ก่อนย้ายลงปลูกภายในแปลง  การปลูกเพกานิยมปลูกในต้นฤดูฝน เมื่อต้นกล้าแตกยอดได้ 2 ข้อแล้ว ให้นำกล้าเพกาลงปลูกได้ สำหรับระยะปลูกให้มีระยะห่างที่ 4×4 เมตร โดยการขุดหลุมขนาดโดยประมาณ 30 เซนติเมตร ลึกราว 30 เซนติเมตร ก่อนที่จะรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักประมาณ 3-5 กำ รวมทั้งปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ราวๆ 1 จับมือ พร้อมคลุกหน้าดินผสม ก่อนที่จะนำกล้าเพกาลงปลูก
องค์ประกอบทางเคมี
ในฝักพบสาร Oroxylin A , Chrysin     ,Baicalein , Triterpene  , Carboxyliv acid , Ursolic acid
ในเมล็ดเจอสาร Flavonoids , Chrysin , Oroxylin A ,Terpene , Baicalein , Saponins , Benzoic acid  , 6-Glucoside , Tetuin
สำหรับส่วนประกอบของน้ำมันของเม็ดพบสาร
Caprylic, Lauric  , Myristic ,Palmitic ,Palmotoleic ,Stearic ,Oleic , Linoleic acid
ในใบพบสาร Flavones  ,Baicalein ,Glycosides ,6,7-Glucuronides,7-Glucuronides , Chrysin , Scutellarein , Anthraquinone , Aloe emodin
ส่วนของลำต้นพบสาร Oroxylin A  ,Baicalein  ,Chrysin ,7-Glucuronides, Biochanin A ,Ellagic acid , Puunetin ,B-sitosterols ,b-Methylbailein  ,Lapachol
ส่วนรากพบสาร  Oroxylin A  ,  Baicalein , Chrysin, Pterocarpan , Rhodioside  ,D-Galatose ,Sitosterol
ที่มา : wikipedia
ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของด้วยเหตุว่านั้นมีดังนี้
คุณค่าทางโภชนาการในยอดอ่อนเพกา (100 กรัม) พลังงาน 101 กิโลแคลอรี โปรตีน 6.4 กรัม ไขมัน 2.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 13.0 กรัม วิตามินบี1 0.18 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.69 มก.และก็วิตามินบี3 2.4 มก.  ฝักอ่อนของเพกา (ต่อน้ำหนัก 100 กรัม) วิตามินซี 484 มก. วิตามินเอ 8,200 มก. แคลเซียม 13 มก., ธาตุฟอสฟอรัส 4 มก., โปรตีน 0.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 14 กรัม, ไขมัน 0.5 กรัม, เส้นใย 4 กรัม
คุณประโยชน์/คุณประโยชน์  คุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากเพกานั้นส่วนมากนิยมเอามากินเป็นของกิน ดังเช่นว่า ฝักอ่อน อายุฝักประมาณ 1 เดือน (ที่ขนาดไม่ใหญ่มากนัก สามารถใช้เล็บมือจิกลงไปได้) จัดเป็นผักท้องถิ่นที่นิยมเอามากินด้วยการลวกหรือย่างไฟ คู่กับน้ำพริก รายการอาหารลาบต่างๆแล้วก็ซุปหน่อไม้ ซึ่งฝักอ่อนนี้ เมื่อรับประทานจะมีรสขมอ่อนๆดังนี้ การย่างไฟ นิยมปิ้งไฟจากเตาถ่าน แต่อาจย่างจากไฟลุกไหม้ก็ได้ โดยย่างให้เปลือกฝักอ่อนร้อน และก็อ่อนตัวกระทั่งไหม้เกรียมเป็นสะเก็ดดำ หลังจากนั้นค่อยขูดสะเก็ดดำออก ก่อนนำมาหั่นกิน    ใบ รวมทั้งยอดอ่อน ราษฎรนิยมนำมากินดิบหรือลวกหรือย่างไฟ คู่กับน้ำพริก ซุปหน่อไม้ และก็รายการอาหารลาบต่างๆรวมถึงนำมาผัดใส่กุ้ง หรือยำใส่กระเทียมเจียว ทั้งนี้ ใบอ่อน และก็ยอดอ่อน มักไม่นิยมเด็ดมารับประทานเท่าไรนัก เนื่องจากว่าต้องให้ยอดเติบโต และติด ดอกบานนิยมเอามาลวกแค่นั้น เนื้อดอกเมื่อลวกแล้วจะมีความอ่อนนุ่ม รวมทั้งให้รสขมน้อยกว่าฝักอ่อน แล้วก็ยอดอ่อน นับได้ว่าเป็นส่วนที่อร่อยมากที่สุด และมักจะใช้สำหรับกินคู่กับน้ำพริก ส่วนการใช้ประโยชน์อื่นๆนั้น เป็นต้นว่า แก่นไม้เพกา ในบางพื้นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมใช้เผาถ่านสำหรับทำผงถ่านผสมทำดินปืนหรือดินบั้งไฟ ทั้งนี้ สามารถเผาเป็นถ่านได้ในรูปไม้สด เพราะเหตุว่าเนื้อไม้สดค่อนข้างแห้งอยู่แล้ว และก็เผาในรูปขอนไม้แห้ง ซึ่งเผาได้ง่ายดายเสียยิ่งกว่า แต่ปัจจุบันนี้ ไม่ค่อยนิยมแล้ว ด้วยเหตุว่า ต้นเพกาในอีสานหายากขึ้น และก็หันมาใช้ไม้ยูคาลิปตัสแทน ส่วนฝักเพกาแก่ นิยมนำมาตากแห้ง และส่งออกต่างชาติเพื่อใช้ทำยาสมุนไพร สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ นอกจากนี้คนดอยยังคงใช้เปลือกต้นเพกาย้อมผ้าให้ได้สีเขียวอีกด้วย
นอกจากนี้เพกายังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย ดังนี้  หนังสือเรียนยาไทย  ใช้  เม็ด ต้มน้ำดื่ม แก้ไอและก็ขับเสมหะ ใช้เป็นยาระบาย เม็ดแก่ มีรสขม เป็นยาระบาย แก้ไอ ขับเสลด เมล็ดแห้ง ทำน้ำจับเลี้ยงแก้ร้อนใน อยากดื่มน้ำ ฝักแก่ มีรสขมกินได้ แก้ร้อนในอยากดื่มน้ำ ช่วยเจริญอาหาร ยับยั้งไอ ฝักอ่อน มีรสขมร้อน ใช้เป็นยาขับลม
ใบ มีรสฝาดขม ต้มน้ำแก้เจ็บท้อง เจริญอาหาร แก้ปวดข้อต่างๆ
เปลือกต้น -รสฝาดเย็น แล้วก็ขมบางส่วน เป็นยาสมานแผล ทำน้ำเหลืองให้ปกติ ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือดดับพิษเลือด บำรุงเลือด แก้เสลดจุกคอ ขับเสมหะ แก้บิด แก้อาการจุกเสียด
ราก   มีรสฝาดเย็น ขมน้อย ใช้บำรุงธาตุ ทำให้เกอดน้ำย่อยของกิน เจริญอาหาร   แก้ท้องเดิน แก้บิด แก้ไข้สันนิบาต
เพกาอีกทั้ง 5    เป็นการใช้ส่วนราก ใบ ดอก ผล ต้น รวมกันจะมีรสฝาดเย็น มีสรรพคุณสมานแผล แก้อักเสบบวม แก้ท้องเสีย บำรุงธาตุ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ไข้เพื่อลม เพื่อเลือด

รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้
ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข      นำเปลือกต้นฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการบวม ฟกช้ำดำเขียว รวมทั้ง อักเสบ  หรือนำเปลือกเพกาฝนทาบริเวณฝีแก้ปวดฝี        เปลือกต้นตำผสมกับสุรา     ใช้เป็นยากวาดประสะพิษซางเด็กชนิดเม็ดเหลือง      แก้ละอองขึ้นในปาก คอลิ้น แก้ละอองไข้     ใช้ฉีดพ่นตามตัวคนคลอดบุตรที่ทนการอยู่ไฟไม่ได้ ทำให้ผิวหนังชา     ทาบริเวณฝี แก้ปวดฝีทาแก้อาการฟกบวมอักเสบ  เปลือกต้นสดตำผสมกับน้ำส้ม  (ซึ่งได้จากรังมดแดง) หรือเกลือสินเธาว์    กินขับลมในไส้ แก้จุกเสียด แก้บิด แก้อ้วกไม่หยุด    รับประทานแก้เสลดจุกคอ (ขับเสมหะ) ขับเลือดเน่าในเรือนไฟ บำรุงโลหิต
นอกจากนี้ ช่วยรักษาโรคโรคเบาหวาน ด้วยการใช้เปลือกเพกา เปลือกต้นไข่เน่า ใบไข่เน่า แก่นลั่นทม บอระเพ็ด ใบมัน รากหญ้าคา รวม 7 อย่าง น้ำหนักอย่างละ 2 บาท นำมาต้มกับน้ำดื่มครั้งละ 1 แก้วเล็ก ก่อนกินอาหาร รุ่งเช้าและก็เย็น  ช่วยแก้และทุเลาอาการไอ และขับเสลดโดยใช้เมล็ดแก่เพกาโดยประมาณครึ่งกำมือถึงหนึ่งกำมือ (1.5 – 3 กรัม) ใส่เอาไว้ภายในหม้อที่เพิ่มน้ำ 300 มล. แล้วต้มไฟอ่อนๆจนถึงเดือดราวๆ 1 ชั่วโมง แล้วเอามาดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า ช่วงเวลากลางวัน เย็น ตราบจนกระทั่งอาการจะดีขึ้น  แก้โรคไส้เลื่อน ด้วยการใช้เปลือกต้นเพกา รากเขยตาย ต้นหญ้าตีนนก เอามาตำรวมกันอย่างระมัดระวัง แล้วก็ค่อยนำไปละลายกับน้ำข้าวเช็ดถู ใช้ขนไก่ชุบพาด นำมาทาลูกอัณฑะ
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ     ฟลาโวนอยด์ที่สกัดจากเพกาสามารถลดการอักเสบในเท้าของหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้บวมด้วย dextran และก็จะส่งผลลดบวมเพิ่มมากขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ a-chymotrypsin  สารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ลดการอักเสบในหนูที่ถูกทำให้มีการเกิดการอักเสบด้วยอัลบูมินจากไข่  ฟอร์มาลิน และฮีสตามีน แม้กระนั้นไม่มีผลในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยซีรัมจากม้า หรือไซลีน (xylene)  นอกจากนั้นยังพบว่าสารสกัดจากเปลือกมีฤทธิ์ลดการแพ้ในหนูที่กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ได้มากกว่าหนูธรรมดา
           จากการเรียนรู้ฤทธิ์ต้านการอักเสบในหลอดทดลอง พบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบโดยยับยั้งสารในร่างกายที่ทำให้เกิดการอักเสบ คือ PGE2 และ NF-kB และยังออกฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระเมื่อทดสอบด้วยการหยุดยั้งกรรมวิธีการขบวนการออกซิเดชันของไขมัน (lipid-peroxidation)  ยิ่งไปกว่านี้ยังพบว่าสารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทนจากเปลือกต้น และรากมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบโดยยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี 5-lipoxygenase และพบว่าสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นแล้วก็รากของเพกาก็มีฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี 5-lipoxygenase ได้เช่นเดียวกัน โดยมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับ fisetin ซึ่งใช้เป็นสารมาตรฐานในการทดสอบฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ  นอกจากนั้นยังพบว่าสารสกัดด้วยน้ำจากเปลือกยังสามารถลดการอักเสบได้โดยลดการหลั่งเอนไซม์ myeloperoxidase
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและก็แก้ท้องเดินสารสกัดไดคลอโรมีเทนของเปลือกต้น และรากของเพกา มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายสายพันธุ์ดังเช่นว่า Bacillus subtilis, Staphylococcus aureus, Escherichia coli และก็ Pseudomonas aeruginosa และก็ยังมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราCandida albicans แล้วก็พบสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นและรากของเพกา มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อ B. subtilis และก็ S. aureus ได้เทียบเท่ากับยา streptomycin  สารสกัดเพกาต้นด้วยการต้ม ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella typi type 2 (ค่า MIC พอๆกับ 125 มิลลิกรัม/มล.) แต่มีฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเชื้อ Staphylococcus aureus (ค่า MIC เท่ากับ 15.13 มก./มิลลิลิตร) (2) สารสกัดจากฝักด้วยเอทานอล (80%) ขนาด 12.5 มก./มล. มีฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเชื้อ S. aureus รวมทั้ง Escherichia coli
สำหรับสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรซึ่งมีเปลือกเพกาเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งใช้ทุเลาอาการท้องร่วงที่มิได้มีต้นเหตุจากการตำหนิดเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์ลดอาการท้องเดินในหนูเม้าส์ที่ทำให้ท้องเสียด้วยน้ำมันละหุ่ง รวมทั้งมีฤทธิ์ยับยั้งการเคลื่อนไหวของกล้ามเรียบในลำไส้เล็กขิงหนูตะเภา  นอกนั้นยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่นำไปสู่อุจจาระหล่น 6 สายพันธุ์ในหลอดทดสอบเป็นBacillus cereus ATCC 14579, Escherichia coli ATCC 25922, Salmonella typhimurium ATCC 11331, Shigella flexneri  DMSC 1130, Staphylococcus aureus ATCC 25923, Vibrio parahaemolyticus DMST 5665 รวมทั้ง แบคทีเรียที่แยกได้จากอาหาร โดยสารสกัดด้วยน้ำจะออกฤทธิ์ดียิ่งกว่าสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์และสารสกัดของสมุนไพรคนเดียวแต่ละประเภทที่เป็นส่วนประกอบในตำรับยานี้
ฤทธิ์ต้านการยุบเกร็งกล้ามเนื้อ  สารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลแล้วก็น้ำ (1:1) มีฤทธิ์ต้านทานการหดเกร็งของกล้ามเนื้อของลำไส้เล็ก เมื่อกระทำการทดสอบในหนูตะเภาที่ถูกกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการยุบเกร็งของกล้ามส่วนลำไส้เล็กด้วย acetylcholine และ histamine
ฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ การศึกษาเล่าเรียนใช้สารสกัดจากใบเพกาสำหรับในการต้านทานสารอนุมูลอิสระ DDPH และยับยั้งสารอนุมูลอิสระ Nitric Oxide พบว่า สารสกัดสามารถออกฤทธิ์ยั้งในค่า IC50 = 24.22 ไมโครกรัม/มล. แล้วก็ ค่า IC10 = 129.81 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ของสารทั้ง 2 เป็นลำดับ
ฤทธิ์ต้านทานมะเร็ง การศึกษาเล่าเรียนทดลองสารสกัดจากเพกาชื่อ Baicalein สำหรับเพื่อการต่อต้านเซลล์ของมะเร็ง HL-60 พบว่า สาร Baicalein สามารถยับยั้งเซลล์ของโรคมะเร็ง HL-60 ได้มากกว่าจำนวนร้อยละ 50 ภายใน 36-48 ชั่วโมง
การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ มีการทดลองกรอกสารสกัดรากเพกาด้วยน้ำร้อนแก่หนูเพศผู้ในขนาด 1 โมล/กิโลกรัม มีกล่าวว่านำไปสู่พิษ Dhar และภาควิชา กระทำการทดสอบฉีดสารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลรวมทั้งน้ำ (1:1) แล้วก็สารสกัดรากเพกาด้วยเอทานอลและก็น้ำ (1:1) เข้าช่องท้องหนู พบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่หนูสามารถทนได้ (maximum tolerated dose) คือ 100 มิลลิกรัม/กก. แล้วก็ 1 กรัม/กก. ตามลำดับ (4) ธีระยุทธ ได้กระทำทดสอบความเป็นพิษกะทันหันของสารสกัดเปลือกเพกาด้วยเอทานอล (70%) โดยการฉีดเข้าท้องและก็กรอกลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 100 มก./กิโลกรัมน้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดพิษกระทันหันในหนู รวมทั้งเมื่อทดลองความเป็นพิษกระทันหันโดยใช้สารสกัดในขนาดสูงมากขึ้น คือ 400 แล้วก็ 800 มิลลิกรัม/กก.น้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่ก่อให้เกิดพิษฉับพลันเมื่อให้โดยการกรอกลงกระเพาะหนู แม้กระนั้นกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดพิษกระทันหันได้เมื่อฉีดเข้าท้องในขนาด 800 มิลลิกรัม/กก. สำหรับความเป็นพิษกึ่งกะทันหันของสารสกัด พบว่าเมื่อกรอกสารสกัดลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 400 และ 800 มิลลิกรัม/กก.น้ำหนักตัว วันแล้ววันเล่าตรงเวลา 30 วัน  พบว่าไม่นำไปสู่พิษทันควันในหนู
รวมทั้งเมื่อป้อนสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรขนาด 5 กรัม/โล ครั้งเดียวให้หนูแรท พินิจความประพฤติปฏิบัติภายใน 14 วัน ไม่พบพิษแบบกระทันหันและก็ความไม่ปกติของอวัยวะภายใน รวมทั้งเมื่อให้สารสกัดขนาด 1, 2 และ 4 กรัม/โล/วัน แก่สัตว์ทดสอบติดต่อกันเป็นเวลา 90 วันไม่เจอพิษแบบครึ่งเรื้อรัง ไม่พบความผิดปกติของน้ำหนักตัว ค่าตรวจทางโลหิตวิทยา แล้วก็ทางชีวเคมี และการเปลี่ยนแปลงในพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน  สำหรับตำรับยารักษาโรคมะเร็งที่มีเพกา ชุมเห็ดเทศ (Senna alata (L.) Roxb.) และยาเขียว (Thunbergia laurifolia Lindl.) ซึ่งออกฤทธิ์ต่อต้านมะเร็งในหลอดทดสอบ ก็พบว่ามีความปลอดภัยสำหรับเพื่อการทดลองความเป็นพิษแบบกะทันหันในสัตว์ทดสอบ
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ จากการทดสอบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ โดยแนวทาง Ames’ test จากผลของการทดสอบพบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่ทำการทดสอบ (2 มก./จานเพาะเชื้อ) กับ Salmonella typhimurium สายพันธุ์ TA98 และก็ TA100 พบว่าไม่มีคุณสมบัติสำหรับเพื่อการนำไปสู่การ กลายพันธุ์ อมรศรี แล้วก็คณะ พบว่าสารสกัดเพกาที่ได้จากการต้มมีฤทธิ์ต้านทานการกลายพันธุ์ เมื่อทดสอบโดยวิธี Ames’ test
การคาดคะเนความเป็นพิษของสารสกัดจากเพกาโดยวิธี somatic mutation and recom bination test ในแมลงหวี่ พบว่าสารสกัดเพกาในขนาด 120 มก./มล. สามารถนำมาซึ่งการก่อให้เกิด somatic mutation ได้  โดยพบว่าแมลงหวี่ที่ได้รับสารสกัดมีปริมาณจุดบนปีกลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับแมลงหวี่กลุ่มควบคุม รวมทั้งมีแถลงการณ์ว่าส่วนสกัดอัลกอฮอล์ของเพกาเมื่อนำมาทำปฏิกิริยากับเกลือไนไตรท์ในสภาพการณ์ห้อมล้อมที่เป็นกรดแล้วเอามาทดสอบการกลายพันธุ์ พบว่าผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นมีฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์
ข้อแนะนำ/ข้อควรไตร่ตรอง

  • หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานฝักอ่อนของเพกา เพราะเหตุว่ามีฤทธิ์ร้อน โดยอาจทำให้แท้งบุตรได้
  • พึงระวังสำหรับเพื่อการใช้เพการ่วมกับยากลุ่มต้านการแข็งตัวของเกร็ดเลือด ตัวอย่างเช่น แอสไพริน (aspirin) ,วาฟาริน (warfarin) , สารสกัดแปะก๊วย (Ginko biloba)
  • เพกาเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนอาจจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ อาทิเช่น เกิดการเคืองกระเพาะได้
เอกสารอ้างอิง

  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 1): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิก และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพร ที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา.สมุนไพรทีใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • จีรเดช มโนสร้อย วรพงษ์ กิจดำรงธรรม ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ อรัญญา มโนสร้อย. การทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของสารสกัดตำรับยารักษาโรคมะเร็งที่คัดเลือกจากฐานข้อมูลตำรายาสมุนไพรไทย มโนสร้อย 2. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2553;8(2):54.
  • อมรศรี ช่างปรีชากุล อริศรา เวชกัลยามิตร มาลิน จุลศิริ ปัญญา เต็มเจริญ.  การต้านสารก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดน้ำจากพืช สมุนไพรชนิดที่สามารถนำมาปรุงเป็นเครื่องดื่ม. Special project, Faculty of pharmacy, Mahidol university,1991.
  • เพกา.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหิทยาลัยอุบลราชธานี
  • Ali RM, Houghton PJ, Raman A, Hoult JRS.  Antimicrobial and antiinflammatory activities of extracts and  constituents of Oroxylum indicum (l.) Vent.  Phytomedicine 1988;5(5):375-81.
  • เพกา.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • อุดมการณ์ อินทุใส และปาริชาติ ทะนานแก้ว . สมุนไพรไทย ตำรับยา บำบัดโรค บำรุงร่างกาย.2549.
  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 2): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิกและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา/ลิ้นฟ้า สรรพคุณและการปลูกเพกา.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพิชเกษตรไทย http://www.disthai.com/
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์. การพัฒนาตำรับยาแผนโบราณเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน. การสัมมนาเรื่อง “การเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านสมุนไพรสู่ระดับอุตสาหกรรม ครั้งที่ 2”, 19-20 มีนาคม ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ, 2552.
  • ขวัญฤทัย คำฝาเชื้อ.2551.พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง ที่ตำบลบ้านจันทร์และแจ่มหลวง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ .วิทยานิพนธ์(วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.271 หน้า
  • Glinsukon T. Toxicological report. Symposium on Development of Medicinal Plants for Tropical Diseases, 26-27 February, Bangkok, Thailand, 1987. p.110-4.
  • เพกา.กลุ่มยาแก้โรคบิด ท้องเดิน ท้องร่วง โรคกระเพาะ.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด .โครงการอนุรักษ์พันธุกรมมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  •   Siriwatanametanon N, Fiebich BL, Efferth T, Prieto JM, Heinrich M. Traditional Used Thai Medicinal Plants: In Vitro Anti-inflammatory, anticancer and Antioxidant Activities. J Ethnopharmacol 2010; 130:196-207.
  • Golikov PP, Brekhman II. Pharmacological study of a liquid extract from the bark of Oroxylum indicum.  Rastit, Resur 1967; 3(3): 446.
  • พัฒน์ สุจำนงค์.  ตำรายาไทย-จีนยากลางบ้าน ยาสมุนไพร และยาแผนโบราณ.  ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แพร่วิทยา, 2524. หน้า 363.
  •   Chen CP, Lin CC, Namba T.  Development of natural crude drug resources from Taiwan. (VI). In vitro studies of the inhibitory effect on 12 microorganisms.  Shoyakugaku Zasshi 1987; 41(3):215-25.
  • แก้ว กังสดาลอำไพ วรรณี โรจนโพธิ์. การประเมินฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสมุนไพรไทยในรูปของยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และสมุนไพรบางชนิด โดยวิธีเอ
 

กระเป๋า
ข่าวดารา
ข่าวบันเทิง
   ข่าวมุสลิม
ข่าวอิสลาม
  บายาน
บะยาน
  ลงประกาศฟรี
รวมเว็บลงประกาศฟรี